Page Header

การศึกษาผลกระทบจากการทำงานของเครื่องอัดประจุแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบรวดเร็วที่เกิดขึ้นกับระบบไฟฟ้าสำหรับการประกอบธุรกิจในภาคเอกชน
The Impact Study of Electric Vehicle Quick Charger to Electrical System for Business in Private Sector

Panya Khemmook, Surakit Thongsuk, Prayuth Inban

Abstract


บทความนี้นำเสนอ การศึกษาผลกระทบจากการทำงานของเครื่องอัดประจุแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบรวดเร็วที่เกิดขึ้นกับระบบไฟฟ้าสำหรับการประกอบธุรกิจในภาคเอกชน เพื่อเป็นแนวทางศึกษาให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชนที่สนใจจะติดตั้งและให้บริการเครื่องอัดประจุแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบรวดเร็วหลายมาตรฐานเพื่อจำหน่าย และเพื่อให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนได้ทราบถึงผลกระทบทางไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเครื่องอัดประจุแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยทำการวัดค่าปริมาณทางไฟฟ้าต่าง ๆ ของตัวอย่างระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งเครื่องอัดประจุแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบรวดเร็วหลายมาตรฐานที่มีการใช้งานจริง รวมถึงค่าปริมาณทางไฟฟ้าอื่น ๆ ของเครื่องอัดประจุแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าด้วย ได้แก่ ค่าแรงดันไฟฟ้าของระบบไฟฟ้าก่อนเข้าเครื่องอัดประจุแบบ 3 เฟส, ค่ากระแสไฟฟ้าขาเข้าแบบ 3 เฟส, ค่ากำลังไฟฟ้าขาเข้า, ค่า %SOC ของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า, ค่าความผิดเพี้ยนของรูปคลื่นแรงดันไฟฟ้า (THDv), ค่าความผิดเพี้ยนของรูปคลื่นกระแสไฟฟ้า (THDi), ค่าความถี่ของระบบไฟฟ้า (f) และค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า (p.f.) ของเครื่องอัดประจุแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ผลการศึกษาพบว่า ค่าปริมาณทางไฟฟ้าต่าง ๆ เป็นไปตามมาตรฐานของการไฟฟ้า โดยมีค่าแรงดันไฟฟ้าเฉลี่ยระหว่างเฟสของระบบเท่ากับ 395.25 V หรือค่าเฉลี่ยต่อเฟสเท่ากับ 228.20 V ค่าความผิดเพี้ยนของรูปคลื่นแรงดันไฟฟ้าเฉลี่ยเท่ากับ 0.16% ค่าความผิดเพี้ยนของรูปคลื่นกระแสไฟฟ้าเฉลี่ยเท่ากับ 0.51% ค่าความถี่ของระบบไฟฟ้าเฉลี่ยเท่ากับ 50.03 Hz และค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้าเฉลี่ยของเครื่องอัดประจุเท่ากับ 0.99 จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าไม่มีผลกระทบใด ๆ เกิดขึ้นกับระบบไฟฟ้าในขณะที่เครื่องอัดประจุแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบรวดเร็วหลายมาตรฐานทำงาน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อระบบจำหน่ายของการไฟฟ้า ต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในบริเวณใกล้เคียง หรือต่ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่รับไฟฟ้าจากหม้อแปลงไฟฟ้าลูกเดียวกัน ผลที่ได้นี้สามารถเป็นกรณีศึกษาให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชนที่มีความต้องการในการติดตั้งและให้บริการเครื่องอัดประจุแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบรวดเร็วหลายมาตรฐานเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นการส่งเสริมมาตรการการเพิ่มปริมาณยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ

This paper presents the study of electric vehicle quick charger impact on electrical system for private business sector. The purposes of this study are: 1) to prepare guidelines for private entrepreneurs interested in installing a multi-standard quick charger to service EV and 2) to inform private entrepreneurs about the electrical effect from the operation of the electric vehicle battery charger. This presents by measuring the electrical quantity of the electrical system samples equipped with a practical multi-standard fast electric vehicle battery charger as well as other electrical parameters of the electric vehicle battery charger. This study analyzes the effects on the power system by measuring the parameters of the installed EV multi-standard quick charger consisting of 3-phase input voltage, 3-phase input current, input power, state of charge (%SOC), total voltage harmonic distortion (THDv), total current harmonic distortion (THDi), frequency (f), and power factor (p.f.). From the study, the various electrical parameters follow the standards of the Electricity Authority with the following parameters: the system phase-to-phase average voltage of 395.25 V, phase average voltage of 228.20 V, average voltage waveform distortion of 0.16%, average current waveform distortion of 0.51%, the average system frequency of 50.03 Hz, and the average power factor of the charger of 0.99. The results of the study show that there is no effect on the grid system during the operation of a number of standard fast electric vehicle battery chargers. In addition, there is no effect on the power distribution system or nearby users or connected appliances receiving power from the same transformer. The results of the study can be used to guide private entrepreneurs to be assured with installing a multi-standard quick charger to service EV resulting in encouraging the use of EVs in the country.


Keywords



Full Text: PDF

DOI: 10.14416/j.kmutnb.2022.03.005

ISSN: 2465-4698