Page Header

ความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบเรขาคณิตเมืองกับการไหลของอากาศและสภาวะน่าสบายเชิงอุณหภาพ กรณีศึกษาเขตเทศบาลนครเชียงใหม่
The Relationship between Urban Geometry Patterns, Air Flow and Thermal Comfort: A Case Study of Chiang Mai Municipality

Suchit Chungcharoen, Wanpen Charoentrakulpeeti

Abstract


เมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องสัมพันธ์กับธรรมชาติ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาความสัมพันธ์ของลักษณะเรขาคณิตเมืองกับกระแสลม และสภาวะน่าสบายเชิงอุณหภาพ ภายในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่ โดยศึกษาอัตราส่วนความสูงอาคารและความกว้างถนนต่ออุณหภูมิพื้นผิว (H/W ratio) โดยใช้โปรแกรมพลศาสตร์ของไหล (CFD, Computational Fluid Dynamics) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของกระแสลมในรูปแบบการวางตัวของอาคารลักษณะต่างๆ ตามความหนาแน่นของเมือง 6 ระดับ คือ ร้อยละ 10 ไปจนถึง ร้อยละ 60 พบว่าพื้นที่ที่มีความหนาแน่นร้อยละ 40 ถึง 60 มีอุณหภูมิที่สัมพันธ์ทางบวกกับค่า H/W เนื่องจากพื้นที่มีอาคารสูง หนาแน่น และถนนแคบทำให้กระแสลมพัดผ่านในพื้นที่กระทบกับขอบของอาคาร การระบายลมช้าลงและมีบางจุดอับลมทำให้อุณหภูมิสูง อย่างไรก็ตามหากการวางตัวของอาคารไม่ขวางทิศทางลมจะส่งเสริมการระบายอากาศได้แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของอาคารมากก็ตาม และผลจากการแปลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อหาค่าดัชนีพืชพรรณนั้นแสดงค่าสัมพันธ์ทางลบกับค่าอุณหภูมิในพื้นที่อีกด้วย งานวิจัยได้ศึกษาสภาวะน่าสบายเชิงอุณหภาพ โดยการเก็บค่าอุตุนิยมวิทยาทางภาคสนาม เมื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และความเร็วลมตามแผนภูมิไซไครเมตริก (Psychrometric Chart) พบว่าในพื้นที่ความหนาแน่นร้อยละ 30 ขึ้นไปเริ่มมีอุณหภูมิสูงเกินขอบเขตสภาวะน่าสบายเชิงอุณหภาพ ผู้วิจัยศึกษาการจัดการพื้นที่และอาคารโดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพิจารณาช่องเปิดของอาคาร และวิธีการระบายอากาศทางตั้ง สำหรับอาคารในพื้นที่ดังกล่าว และเสนอวิธีกำหนดความสูงของอาคารให้สัมพันธ์กับความกว้างของถนนสำหรับพื้นที่เมืองในอนาคต

Environmentally friendly cities need to relate to nature. The research aims to study on the effect of urban geometry patterns on airflow and thermal comfort in Chiang Mai municipality. The study applied the proportion between building height and road width or height-to-width ratio (H/W ratio) as the urban geometry. The Computational Fluid Dynamics or CFD simulation was used as a tool in order to simulate airflow patterns through buildings and test the efficiency of airflow in various building patterns based on 6 urban density levels, between 10% to 60%, It was found that the temperature in the areas at density levels of 40-60% having high relativity to the H/W ratio. Hence, the wind current in the area with dense high-rise buildings and narrow streets is obstructed by the buildings itself. Thus, the airflow is restricted causing low ventilation rate and temperature increase in some areas where the air could not reach. Furthermore, when a whirlwind occurred after a strong wind current hits the high-rise building, it raises some safety concerns to the residents and the building structures. Despite the dense high-rise buildings, a good urban planning which considered the position and design of the building that is not obstructing the wind direction could generate the airflow direction and promote ventilation. The results from the satellite imagery for vegetation indices show negative correlations with the local temperature. The research studied the temperature comfort condition by collecting the meteorological data in the studied area. The comparison between temperatures, relative humidity and wind speed according to the Psychrometric Chart found that in areas with a density of 30% or more, the temperature was higher than the temperature comfort ranges. Accordingly, the results recommend a suitable management by increasing green areas, consideration of building openings and vertical ventilation methods for buildings in that area. Further suggestion in the future in on adjusting the building's height relative to the width of the street for future urban areas.


Keywords



Full Text: PDF

DOI: 10.14416/j.kmutnb.2021.06.007

ISSN: 2465-4698