Page Header

ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อการบริหารสินค้าคงคลัง: กรณีศึกษาโรงงานผลิต อุปกรณ์พลาสติก
Decision Support System for Inventory Management: A Case Study of Plastic Equipment Manufacturing Factory

Damrong Thavorn

Abstract


การบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพจะทำให้สามารถลดต้นทุนการถือครองสินค้าคงคลังได้เป็นอย่างดี สำหรับ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบริหารสินค้าคงคลังของโรงงานผลิตอุปกรณ์พลาสติก และปรับปรุงกระบวนการ บริหารสินค้าคงคลังโดยใช้เทคนิคการวินิจฉัยสถานประกอบการและการวิเคราะห์เชิงปริมาณได้แก่ การวิเคราะห์วาย-วาย การจัดกลุ่มสินค้า การพยากรณ์ การวิเคราะห์จุดสั่งผลิตใหม่ และการจำลองแบบ จากการศึกษาพบว่าโรงงานมีปัญหา ปริมาณจัดเก็บสินค้าคงคลังจำนวนมาก โดยมีสาเหตุรากเหง้ามาจากการขาดองค์ความรู้การบริหารสินค้าคงคลังส่งผลให้เกิด ความผิดพลาดในการตรวจสอบ การบันทึก และการเติมสินค้าคงคลัง ผลการวิจัยพบว่าสามารถปรับปรุงโดยลดจำนวนสินค้าคงคลังและลดมูลค่าต้นทุน 11,097,394 บาท รวมทั้งดำเนินการกำหนดวิธีการตรวจนับสินค้าคงคลังและสร้างระบบ สนับสนุนการตัดสินใจเพื่อการบริหารสินค้าคงคลังพบว่าสามารถช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการบริหารสินค้าคงคลังให้ดียิ่งขึ้น

An effective inventory management leads to a reduction in cost of carrying goods. This study investigated the inventory management of a plastic equipment manufacturing factory and offered suggestions for improving its process of inventory management by the enterprise diagnostic techniques and the quantitative analysis, such as, Why-Why analysis, inventory classification, forecasting, re-order point analysis, and simulation. It was found that this factory had a high level of excess inventory. The main cause of this problem was a lack of knowledge of inventory management. This resulted in the mistakes in inspection, recording, and inventory refilling. This study also found that the improvement of the process of inventory management could reduce the amount of inventory; its cost was also reduced by 11,097,394 million Baht. The inventory cycle count and the decision support system could improve the efficiency of the inventory management.


Keywords



Full Text: PDF

DOI: 10.14416/j.kmutnb.2022.08.007

ISSN: 2465-4698